บทเพลงแผ่เมตตา, ไพเราะจนร้องไห้จริงๆนะ
posted on 23 Sep 2009 14:37 by makefunmorefun
ระหว่างที่กำลังพักอ่านหนังสือสอบ
ระหว่างที่กำลังนั่งฟังเสียงฝนตก
ระหว่างที่กำลังดูเว็บไซต์ต่างๆไปเรื่อยๆ
ก็พบเว็บๆหนึ่งค่ะ
ได้แนะนำบทเพลงแผ่เมตตาไว้
- - - - - - - - - - -
ลองฟังดูนะคะ
- - - - - - - - - - -
หลายๆท่าน คงเคยได้ฟังบทเพลงสวดมนต์ภาษาจีนใช่มั้ยค่ะ
(พอดีช่วงหนึ่งที่อยู่ที่บ้าน เคยได้ยินคุณพ่อเปิดให้ฟังน่ะคะ
เป็นบทนมัสการเจ้าแม่กวนอิม แต่คุณพ่อก็มีอยู่หลายบทเพลงนะคะ)
บทเพลงนี้ คิดว่าก็คล้ายๆกันน่ะคะ
(ใครพอทราบแหล่งที่มา ช่วยบอกกล่าวบ้างก็ดีนะคะ แหะๆ
)
พอได้ฟัง ตอนอยู่ในช่วงเครียดๆ
ก็สบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ
เลยอยากมาแนะนำบ้าง
- - - - - - - - - - -
จากเว็บไซต์นั้น เค้าก็บอกว่า
ทุก ๆ เช้าก่อนไปทำงาน และ ก่อนนอน
ให้แผ่เมตตาตามบทเพลงนี้
วิธีแผ่เมตตาแบบง่าย ๆ
ให้จินตนาการว่าเราคือแสงสว่างแห่งความรักที่แผ่ออกไปกว้างไพศาลทั่วทุกทิศทาง ไปทั่วจักรวาล ไม่มีขอบเขต พร้อมๆ กับให้อ่านคำภาวนาภาษาบาลีและภาษาไทยในใจตามเสียงเพลงไปด้วย ให้จิตสร้างนิมิตแห่งแสงสว่างแห่งความรักแผ่ออกไปไม่มีที่สิ้นสุด อย่างต่อเนื่องจนจบเพลง จิตจะเกิดเมตตาสมาธิ (เมื่อจำบทภาวนาและความหมายได้คล่องแล้ว จึงค่อยใช้วิธีหลับตาภาวนาไปตามเสียงเพลง จิตจะสงบได้ง่ายขึ้น)
ลองดูกันนะคะ
ลองมาแผ่เมตตาด้วยกันค่ะ
บทแผ่เมตตา
อะหัง อะเวโร โหมิ ( ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ปราศจากเวร )
อัพยาปัชโฌ โหมิ ( ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีโฆ โหมิ ( ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
มะมะ มาตาปิตุ ( ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า )
อาจาริยา จะ ญาติมิตตา ( ครูอาจารย์ และญาติมิตร )
สะพราหมะจาริโน จะ ( ผู้ประพฤติธรรมทั้งปวง )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหรันตุ (ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
อิมัสมิง อาราเม สัพเพ โยคิโน ขอให้ท่านโยคี ( ผู้ทรงสมาธิ) ทั้งปวงในเขตนี้ )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ ( ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
อิมัสมิง อาราเม สัพเพ ภิกขู ( ขอพระภิกษทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในเขตนี้ )
สามะเณรา จะ ( และสามเณร )
อุปาสะกา อุปาสิกายา จะ ( ทั้งอุบาสกและ อุบาสิกา )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ( ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
อัมหากัง จะตุปัจจายะทายะกา ( ขอทายกทายิกา ผู้ให้ปัจจัย๔ แก่พวกเราทั้งหลาย )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ( ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
อัมหากัง อารักขา เทวาตา ( ขอเทวดาผู้อารักขาเราทั้งหลาย )
อิมัสมิง วิหาเร ( ในวิหารแห่งนี้ )
อิมัสมิง อาวาเส ( ในอาวาสแห่งนี้ )
อิมัสมิง อาราเม ( ในอารามแห่งนี้ )
อารักขา เทวาตา ( ขอเทวาผู้รักษาสถานที่เหล่านี้ )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหรันตุ ( ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
สัพเพ สัตตา ( ขอสัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ ปาณา ( ขอสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย )
สัพเพ ภูตา ( ขอภูติทั้งหลาย )
สัพเพ ปุคคะลา ( ขอบุคคลทั้งหลาย )
สัพเพ อัตตภาวา ปริยาปันนา ( ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลาย )
สัพพา อิตถีโย ( ขอสตรีทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ ปุริสา ( ขอบุรุษทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ อริยา ( ขอพระอริยเจ้าทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ อนริยา ( ขอผู้ยังไม่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ เทวา ( ขอเทวาทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ มนุสสา ( ขอมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง )
สัพเพ วินิปาติกา ( ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลาย ทั้งปวง )
อะเวรา โหนตุ ( จงปราศจากเวร )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( จงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน)
อะนีฆา โหนตุ ( จงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ )
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ( ขอให้ท่านจงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
ทุกขา มุจจันตุ ( ขอสัตว์ทั้งหลายจงปราศจากความทุกข์ )
ยถา ลัทธาสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ ( จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้มา )
กัมมัสสะกา ( ตนย่อมเป็นเจ้าของกรรมนั้น )
ปุรถิมายะ ทิสายะ ( ขอสัตว์ทั้งปวง ในทิศตะวันออก )
ปัจฉิมายะ ทิสายะ ( ในทิศตะวันตก )
อุตตรายะ ทิสายะ ( ในทิศเหนือ )
ทักขิณายะ ทิสายะ ( ในทิศใต้ )
ปุรถิมายะ อนุทิสายะ ( ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ )
ปัจฉิมายะ อนุทิสายะ ( ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ )
อุตตระ อนุทิสายะ ( ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ )
ทักขิณายะ อนุทิสายะ ( ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ )
เหฎฐิมายะ ทิสายะ ( ในทิศเบื้องล่าง )
อุปาริมายะ ทิสายะ ( ในทิศเบื้องบน )
สัพเพ สัตตา ( ขอสัตว์ทั้งหลาย )
สัพเพ ปาณา ( ขอสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย )
สัพเพ ภูตา ( ขอภูติทั้งหลาย )
สัพเพ ปุคคะลา ( ขอบุคคลทั้งหลาย )
สัพเพ อัตตภาวา ปริยาปันนา ( ขอผู้มีอัตภาพทั้งหลาย )
สัพพา อิตถีโย ( ขอสตรีทั้งหลาย )
สัพเพ ปุริสา ( ขอบุรุษทั้งหลาย )
สัพเพ อริยา ( ขอพระอริยเจ้าทั้งหลาย )
สัพเพ อนริยา ( ขอผู้ยังไม่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย )
สัพเพ เทวา ( ขอเทวา ทั้งหลาย )
สัพเพ มนุสสา ( ขอมนุษย์ทั้งหลาย )
สัพเพ วินิปาติกา ( ขอสัตว์วินิปาติกะทั้งหลาย )
อะเวรา โหนตุ ( อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย )
อัพยาปัชฌา โหนตุ ( อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย )
อะนีฆา โหนตุ ( อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย )
สุขี อัตตานัง ปะริหรันตุ ( จงมีความสุข บริหารตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ )
ทุกขา มุจจันตุ ( ขอสัตว์ทั้งหลายจงปราศจากความทุกข์ )
ยถา ลัทธา สัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ ( จงอย่าพลัดพรากจากสมบัติที่ได้มา )
กัมมัสสะกา ( ตนย่อมเป็นเจ้าของกรรมนั้น )
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคา จะ ( และสัตว์ที่อยู่สูงขึ้นไปจนถึงภวัคคภูมิ )
อโธ ยาวะ อวิจจิโต ( และสัตว์ที่อยู่เบื้องล่างจนถึงอเวจีมหานรก )
สมันตา จักกะวาเลสุ ( สัตว์ทั้งหลายในจักรวาล )
เย สัตตา ปถวิจารา ( ไม่ว่าสัตว์ใดที่อุบัติบนพื้นปฐพี )
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ ( ขอจงปราศจากการพยาบาทเบียดเบียน )
นิทุกขา จะ นุปัททวา ( ปราศจากทุกข์ และอุปัทวันตราย )
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคา จะ ( ขอสัตว์ที่อยูสูงขึ้นไปถึงภวัคคภูมิ )
อโธ ยาวะ อวิจจิโต ( และสัตว์อยู่เบื้องล่างในอเวจีมหานรก )
สมันตา จักกะวาเลสุ ( สัตว์ทั้งหลายในจักรวาล )
เย สัตตา อุทักเขจารา ( ขอสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในน้ำ )
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ ( ขอจงอย่าได้เบียดเบียนใครเลย อย่าได้มีเวรกับใครเลย )
นิทุกขา จะ นุปัททวา ( ปราศจากทุกข์ ปราศจากอุปัทวันตราย )
อุทธัง ยาวะ ภะวัคคา จะ ( ขอสัตว์ในโลกธาตุอื่น ที่อยูเบื้องบนคือภวัคคภูมิลงมา )
อโธ ยาวะ อวิจิโต ( ตั้งแต่อเวจีมหานรกขึ้นไป )
สมันตา จักกะวาเฬสุ ( ขอสัตว์ทั้งหลายในจักรวาลโดยรอบๆ )
เย สัตตา ปถวิจารา ( ไม่ว่าสัตว์ใดที่อุบัติบนพื้นปฐพี )
อัพยาปัชฌา นิเวรา จะ ( ขอจงอย่าได้เบียดเบียนใครเลย อย่าได้มีเวรกับใครเลย )
นิทุกขา จะ นุปัททวา ( ปราศจากทุกข์ ปราศจากอุปัทวันตราย ทั้งสิ้นเทอญฯ )
ขอขอบคุณเว็บดีๆนะคะ
นำมาจากเว็บ http://www.budpage.com/metta.php
- - - - - - - - - - -
ด้านล่างนี้หามาเพิ่มเติมนะคะ
จากเว็บ http://board.palungjit.com/f14/อานิสงส์การแผ่เมตตา-24086.html
อานิสงส์ของการแผ่เมตตา
ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงตรัสปรารภเมตตาสูตรว่า
"ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของการแผ่เมตตามี ๑๑ ประการ คือ
๑. หลับเป็นสุข
๒. ตื่นเป็นสุข
๓. ไม่ฝันร้าย
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖. เทวดาย่อมรักษา
๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่ล่วงเกิน
๘. จิตได้สมาธิเร็ว
๙. สีหน้าผ่องใส
๑๐. ไม่หลงตาย
๑๑. เมื่อยังไม่บรรลุ ธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง
ภิกษุทั้งหลาย พึงเจริญเมตตาไปในสัตว์ทุกชนิดโดยเจาะจงและไม่เจาะจง พึงเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา แม้ไม่ได้มรรคผลก็ยังเข้าถึงพรหมโลกได้" แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีชื่ออรกะ บำเพ็ญเพียรอยู่ป่าหิมพานต์ ได้เป็นอาจารย์สอนหมู่ฤาษี พร่ำสอนอานิสงส์เมตตาว่า "ธรรมดาพรรพชิตควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเมื่อจิตถึงความแน่วแน่แล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
"ผู้ใดอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งมวล ด้วยเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องล่าง โดยประการทั้งปวง จิตเกื้อกูล หาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์อันผู้นั้นอบรมมาดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้นจะไม่เหลืออยู่ในจิตของเขานั้น"
เมื่อกล่าวคาถาจบ ได้พาหมู่ฤาษีบำเพ็ญเพียรไม่เสื่อมจากฌาน ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เป็นเวลา ๗ สังวัฏฏกัป